ท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้นรอบด้านในสังคมไทยปัจจุบัน ใครเลยจะคิดว่า สังคมในเรือนจำก็ไม่ได้แตกต่างจากภายนอก ความแตกแยกร้าวฉานหรือทะเลาะวิวาทกันนั้นมีให้ได้พบเห็นและอย่างต่อเนื่องเสมอมา ทั้ง ๆ ที่เป็นสถานที่คุมขังผู้กระทำความผิดต้องควบคุมกำกับด้วยระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเรือนจำเป็นสถานที่รวบรวมผู้คนที่แตกต่างกันในหลาย ๆ ด้าน แต่กลับถูกบังคับให้ต้องมาอยู่ กิน ร่วมที่นอนเดียวกันตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ความเครียดบวกกับบุคลิกลักษณะเดิม ๆ ของผู้ต้องขังที่ปรับตัวไม่ได้ ก่อให้เกิดเรื่องราวมากมายตามมา ดังเรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังนี้
น.ช. ก. (นามสมมติ) ผู้ต้องขังที่ทำความผิดในคดีฆ่า ได้เกิดเรื่องชกต่อยกับ น.ช. ข. (นามสมมติ) ผู้ต้องขังคดีทำร้ายร่างกาย สาเหตุจากเรื่องการเข้าคิวรอถ่ายปัสสาวะ จะเป็นเพราะไม่ชอบขี้หน้ากันมาก่อนก็ไม่ทราบได้ น.ช. ข. ซึ่งรอคิวอยู่มีความรู้สึกว่า น.ช. ก. กลั่นแกล้งตน ไม่เสร็จธุระเสียที ตนทนไม่ได้ จึงถ่ายปัสสาวะรดไปที่ด้านหลังของ น.ช. ก. ที่ยืนอยู่ด้านหน้า จากนั้นก็คงไม่ต้องบรรยายต่อว่าเกิดอะไรขึ้น การทะเลาะวิวาทกันเยี่ยงนี้ หากเป็นเมื่อก่อนก็คงจังแยกขัง แยกแดนกันไป เพื่อไม่ให้ต้องมาประสบพบพักตร์ รำคาญลูกกะตาต่อกันอีก การแยกและตั้งคณะกรรมการสอบวินัยนั้น แม้เป็นตัวช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่ก็ไม่อาจทำให้ผู้ก่อเหตุหรือแม้แต่ผู้ต้องขังอื่นได้พิจารณาพิเคราะห์ถึงมูลเหตุที่ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันได้ ทางออกของปัญหาที่แท้จริง จึงควรเป็นการนำ 2 ฝ่ายมาไกล่เกลี่ยกัน โดยคณะกรรมการที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังผู้เป็นที่เคารพเชื่อถือรวม 5 คน ในเบื้องต้นให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้เล่าระบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเจ้าหน้าที่ต้องให้ข้อมูลว่าการกระทำผิดดังกล่าวมีโทษทางวินัย แต่ด้วยแนวคิดราชทัณฑ์เชิงสมานฉันท์ เน้นที่ผู้กระทำผิดต้องสำนึกยอมรับว่าการกระทำของตนไม่ถูกต้องและขอโทษ ผู้ถูกกระทำต้องมีเหตุผลอยู่บนพื้นฐานความรักต่อเพื่อนมนุษย์และอโหสิกรรมต่อกัน มีการจับมือให้อภัย ลงบันทึกยินยอมว่าหากมีการทะเลาะวิวาทอีกจะถูกลงโทษทางวินัยโดยทันที ปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายสามารถอยู่รวมกันในแดนได้และไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอีกเลย
วิสัยทัศน์ของ นายสรสิทธิ์  จงเจริญ  ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง (ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษธนบุรี)
จากตัวอย่างที่กล่าวเบื้องต้น จะเห็นได้ว่า การริเริ่มโครงการราชทัณฑ์เชิงสมานฉันท์ ถือเป็นการพัฒนางานราชทัณฑ์เกี่ยวกับการแก้ไขผู้ต้องขังอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ในระดับล่างภายในเรือนจำ คือ ผู้ต้องขังกับผู้ต้องขังให้อยู่ด้วยกันอย่างสงบ อย่างสมานฉันท์ ไม่ทะเลาะเบาะแว้งและลุกลามเป็นการยกพวกตีกัน ระดับถัดขึ้นมา คือ ผู้ต้องขังกับครอบครัว เมื่อครอบครัวยอมรับให้อภัย ผู้ต้องขังก็จะมีครอบครัวไว้คอยยึดเหนี่ยวให้กลับตัวกลับใจเป็นคนดี สูงขึ้นมาอีกระดับ คือ ผู้ต้องขังกับสังคม โดยการให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสทำงานบริการสังคมรับใช้สังคม สังคมก็จะยอมรับและให้อภัยแก่ผู้ต้องขัง และระดับสุดท้าย คือ ผู้ต้องขังกับผู้เสียหาย ต้องทำให้ผู้ต้องขังเกิดความรู้สึกสำนึกผิด สงสารผู้ที่ตนไปกระทำต่อเขาและขอขมาผู้เสียหาย รวมทั้งไม่คิดที่จะทำความผิดในสังคมเช่นเดิมอีก ในขณะเดียวกันผู้เสียหายก็รู้จักให้อภัยและอโหสิกรรมต่อผู้ต้องขัง
โครงการราชทัณฑ์เชิงสมานฉันท์ จึงเป็นโครงการที่แก้ไขปัญหาทั้งระบบ โดยที่ปัญหาแต่ละส่วน แต่ละระดับได้รับการแก้ไขปรับปรุงที่สอดคล้องสัมพันธ์กัน ส่งผลให้กรมราชทัณฑ์สามารถคืนคนดีสู่สังคม ในขณะเดียวกันก็สามารถเยียวยาผู้เสียหาย และคุ้มครองให้สังคมปลอดภัย สังคมเกิดการยอมรับและให้อภัย ให้โอกาส ทั้งผู้ต้องขังในระหว่างต้องโทษ และเมื่อผู้ต้องขังพันโทษกลับสู่สังคมอย่างมีคุณภาพและสามารถอยู่ร่วมกับครอบครัว ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข เพราะนั่นคือ theme ของเรื่องราวที่เราภาคภูมิใจจะนำเสนอ งานราชทัณฑ์นั้นแม้ยากลำบากเพียงใด พวกเราก็มุ่งมั่นที่จะ “คืนคนดีสู่สังคม” เป็นกำลังใจ และคอยพบกับพวกเขา (ผู้ต้องขังที่พ้นโทษไปแล้ว) ที่เราจะนำเสนอต่อไปด้วยนะครับ              

                                          

 
 


 
 
.................................................................................................................................................